ในห้วงเวลาที่สังคมกำลังถกเถียงถึงความเป็นหญิง ความเป็นชาย ถกเถียงว่าอะไรคือเพศ สิ่งใดสามารถกำหนดเพศของบุคคลได้ และหากเพศได้ถูกกำหนดแล้ว ผู้คนเหล่านั้นจะได้สิทธิอะไรบ้าง ได้เป็น “นาย” “นาง” หรือ “นางสาว” ในห้วงเวลาที่สังคมเต็มไปด้วยการแบ่งแยกกันว่าใครเป็น “หญิงแท้” ใครเป็น “หญิงเทียม” อันนำไปสู่การลดทอนคุณค่าซึ่งกันและกัน ในห้วงเวลานี้เอง ยังมีผู้คนจำนวนหนึ่งที่เจ็บปวดจากการสาดเสียเทเสีย และกับคำพูดที่ว่า “ต้องเป็นเพศตามกำเนิดเท่านั้น” หรือ “ผู้หญิงต้องมีมดลูก” การกำหนดเพศตามสภาพร่างกายที่เกิดมาเป็นบรรทัดฐานของสังคมที่เปรียบเสมือนมีดกรีดแทงคนจำนวนหนึ่งที่ถูกเรียกว่า “เพศกำกวม” และทำให้พวกเขาเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมกับคำถามที่ว่า “แล้วฉันเป็นอะไร” “ฉันเป็นเพศไหนกัน” ในเมื่อพวกเขามีร่างกายที่ไม่เข้าข่ายตามบรรทัดฐานที่สังคมกำหนด
ทอม ภูธร แห่งแผ่นดินอีสาน
ไก่เกิดมาในครอบครัวในพื้นที่ชนบท เป็นลูกคนสุดท้องจากพี่น้องทั้งหมด 9 คน และถูกกำหนดให้เป็นเพศหญิงโดยกำเนิด ไก่เป็น “ลูกหลง” จึงเป็นเด็กตัวเล็กกว่าเด็กคนอื่น ในช่วงที่เติบโตเข้าสู่วัยรุ่น ไก่สังเกตว่าอวัยวะเพศของตนเองมีลักษณะยื่นยาวออกมาจากบริเวณข้างในของแคมในทั้งสองข้าง คล้าย “ถุงอัณฑะ” และมี “ลำลึงค์” “ถุงอัณฑะ” นี้สร้างความลำบากให้ไก่ในการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก ยิ่งเมื่อเวลาที่ไก่เริ่มเป็นประจำเดือนในช่วงอายุ 17-18 ปี ความเหนอะหนะและอับชื้นบริเวณอวัยวะเพศได้สร้างความอึดอัดรำคาญในการรักษาความสะอาด แต่ไก่ไม่เคยบอกใครเพราะกลัวถูกตำหนิหรืออาจทำให้ตนเองอับอาย ไก่เก็บความลับนี้ไว้ตลอดชีวิตของการเป็น “ทอม ภูธร” ของตนเอง ความเป็นทอมและเพศที่ถูกกำหนดว่าเป็นหญิงนำมาซึ่งความเสี่ยงและการถูกเลือกปฏิบัติต่าง ๆ เมื่อไก่สอบได้ทุนไปเรียนต่างจังหวัด ครอบครัวไม่อนุญาตให้ไปด้วยเพราะการเป็นลูกสาวคนเล็กที่ควรจะอยู่กับพ่อกับแม่ตามขนบประเพณี และแม้แต่ตอนที่ไก่ทำงานแล้ว ยังเคยถูกเพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ที่เป็นผู้ชายคุกคามทางเพศด้วยวาจา ถามว่า “เอ็งเอากันยังไง เป็นผู้หญิงนอนด้วยกันยังไง เอ็งทำยังไงกัน ถ้าเอ็งเจอของจริงเนี่ย เอ็งจะเปลี่ยนเอ็งจะติดใจ เอ็งจะกลับมาเป็นผู้หญิง” และโดนขอลูบเป้ากางเกง โดยทำท่าทางในลักษณะขอลูบเป้า “บอกว่าขอดูหน่อยซิของเอ็งใหญ่แค่ไหน” ประสบการณ์การคุกคามต่าง ๆ เหล่านี้กระทบกระเทือนจิตใจไก่เป็นอย่างมาก จึงทำให้ไก่มีพลังที่จะต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศ “สักวันหนึ่งฉันจะต้องทำเรื่องนี้ให้ได้ฉันจะต้องทำเรื่องสิทธิคนรักเพศเดียวกันให้ได้ ฉันจะบอกโลกทั้งโลกว่ามันผิดด้วยหรือที่ฉันเป็นทอม” ไก่จึงผันตัวเองมาเป็นนักกิจกรรมที่ทำงานเพื่อสิทธิของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ

Figure 1: ไก่ ขณะออกหาเสียงเพื่อชิงตำแหน่งนายก อบต. ที่บ้านเกิด เมื่อปี 2551
ต่อมาในช่วงอายุ 50 ไก่เข้าถึงข้อมูลเรื่องอินเตอร์เซ็กซ์ (Intersexuality) จากเพื่อนนักกิจกรรม ไก่จึงได้เข้าใจว่า ร่างกายตนเองไม่ได้เป็นแบบนี้คนเดียวในโลก “เป็นความตื่นเต้นดีใจที่สุดๆ ในชีวิตเรารู้สึกโล่งเหมือนกับยกภูเขาออกจากอก ยกความมืดดำที่เราค้นหาคำตอบให้กับตัวเองมาตั้งแต่อายุ 18 ปีออกไปจากชีวิต เราพบทางสว่างอยู่ข้างหน้า เรามีเพื่อนรอบข้าง” ปัจจุบัน ไก่วางแผนเข้ารับการผ่าตัดหน้าอกเพื่อยืนยันในเพศที่ตนเองเป็น แต่กรณีของไก่ยังเป็นที่ถกถียงในวงการการแพทย์ว่าเป็นการผ่าตัดเพื่อยืนยันเพศหรือจะถูกตีความว่าเป็นการผ่าตัดเพื่อความงาม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจที่จำกัดของบุคคลกรทางการแพทย์ ซึ่งครอบงำไปด้วยวิธีคิดแบบสองเพศเพียงเท่านั้น ไก่ยืนยันในภาวะความเป็นอินเตอร์เซ็กซ์ที่ตัวเองเป็นและเรียกร้องให้รัฐรับรองการผ่าตัดเพื่อยืนยันเพศสำหรับอินเตอร์เซ็กซ์ในหลักประกันสุขภาพ (สิทธิบัตรทอง)

Figure 2 ไก่ในวัย 60 ปีที่ยังมุ่งมั่นที่จะผ่าตัดยืนยันเพศของตนเอง
เมื่อเราไม่มี (ต่อม) เพศ
พี เกิดมาในครอบครัวชั้นกลาง มีวิถีชีวิตเหมือนชนชั้นกลางทั่วไป แต่สิ่งหนึ่งที่แตกต่างคือร่างกายของพีไม่ได้เหมือนเด็กหญิงคนอื่น ๆ กล่าวคือ พีไม่มีช่องคลอด ในวัยเด็ก พีถูกแม่ของตัวเองกระทำ “พิธีกรรม” บางอย่าง “คุณแม่จะจับไปไว้ที่โต้ะกินข้าว แล้วก็เอาคอตตอนบัดกดไปที่จุดตรงที่ควรจะเป็นปากช่องที่ผู้หญิงควรจะมี ทุก ๆวัน แล้วแม่ก็จะพึมพำกับตัวเองว่า ทำไมไม่มี ทำไมยังไม่มี” พิธีกรรมทำให้พีรู้สึกเจ็บปวดและรังเกียจ พีจึงมักจะวิ่งหนีหรือดิ้นรนต่อต้านเมื่อแม่เรียก จนในบางครั้งพีจะถูกมัดไว้ที่โต้ะกินข้าวเพื่อให้อยู่นิ่งและถูกทำพิธีกรรมตามที่แม่ต้องการ สำหรับแม่ของพี การที่ไม่มีช่องคลอดที่ผู้หญิงควรมีเหมือนเป็นความพิการอย่างหนึ่ง เมื่อโตขึ้น ด้วยร่างกายที่สูงใหญ่กว่าเด็กผู้หญิงทั่ว ๆ ไป พีมักถูกล้อเลียนว่าเป็น กะเทย ไม่ใช่ผู้หญิง พีรู้สึกแปลกแยกแตกต่างจากเพื่อน ๆ ผู้หญิงคนอื่น บางทีก็มีคนเอาเรื่องเพศของพีไปเป็นเรื่องล้อเลียนให้สนุกปาก “มีคนเข้ามาถามว่าเราเป็นกะเทยหรือทอม แล้วเค้าก็พนันกัน นั่นเห็นไหมกูบอกแล้วเป็นทอม เอามายี่สิบบาท” พีไม่มีประจำเดือนเหมือนเพื่อน ๆ แต่จะพกผ้าอนามัยไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลา ประหนึ่งว่าพีรอเวลาที่ประจำเดือนจะมาเสียที อีกทั้งสำหรับพี มันยังเป็นเครื่องยืนยันความเป็นผู้หญิงของตนเอง เวลาที่พีถูกกีดกันในการเข้าห้องน้ำผู้หญิงในสถานที่สาธารณะ “พีจะพกผ้าอนามัยติดตัวไปเสมอ ๆ อยู่แล้ว บัตรประชาชนไม่ได้มีอำนาจเท่าผ้าอนามัย เพราะเค้าดูบัตรประชาชนแล้วเค้าก็จะเธอเป็นผู้หญิงจริง ๆ เหรอ บัตรนี้ของเธอจริง ๆ เหรอ ทั้ง ๆ ที่หน้ากับรูปในบัตรก็ตรงกัน คำนำหน้านามก็เป็นนางสาว พีต้องควักผ้าอนามัยออกมาแล้วโบกใส่หน้าเค้า ผ้าอนามัยมีอำนาจให้เค้าผงะ และถอยออกไป” พีมีภาวะที่เรียกว่า Swyer Syndrome เกิดมาพร้อมโครโมโซม X หนึ่งแท่งและ Y หนึ่งแท่ง แต่ต่อมเพศ (gonads) ไม่พัฒนาไปเป็นอัณฑะหรือรังไข่ บุคคลที่มีภาวะดังกล่าวจะมีต่อมเพศแบบเส้น เป็นเนื้อเยื่อเส้นใยที่ไม่ใช่เนื้อเยื่ออัณฑะและไม่ใช่เนื้อเยื่อรังไข่ และไม่ผลิตฮอร์โมนเพศ ร่างกายจึงไม่พัฒนาอวัยวะเพศภายนอกเป็นองคชาต

Figure 3 ลักษณะภายนอกของผู้ที่มีภาวะ Swyer Syndrome คือมีร่างกายสูงใหญ่ มีมดลูกขนาดเล็ก ไม่มีลักษณะทางเพศทางร่างกายที่ชัดเจน ไม่มีต่อมเพศที่ผลิตฮอร์โมนเพศ ที่มา https://www.invitra.com/en/swyer-syndrome
คนข้ามเพศ อินเตอร์เซ็กซ์ และความเป็นหญิง
อัน เติบโตขึ้นมาในสังคมครอบครัวมุสลิมชนชั้นกลางที่ปฏิเสธและมองความหลากหลายทางเพศเป็นความผิดบาป ในวัยเด็กเธอมักสงสัยอยู่เสมอว่าทำไมเธอแต่งตัว และคลุมผ้าแบบแม่ไม่ได้ “เราก็จะสงสัยว่าเราเอาความเป็นเพศไปใส่ไว้ในผ้าเหรอ ทำไมใส่ไม่ได้” เมื่อเติบโตเป็นวันรุ่น ร่างกายของอันเริ่มไม่เป็นตามกรอบเพศชาย อันก็เริ่มสังเกตเห็นความแตกต่างในร่างกายตนเองเช่นเดียวกัน อาทิ การที่ไม่มีลูกกระเดือก มีหน้าอกขึ้นแบบผู้หญิง ตัวไม่สูงเหมือนเพื่อน “มันเป็นความประหลาดของตอนที่โตมา เป็นความรู้สึกที่เราก็น้อยใจว่า ทำไมเพื่อนที่เคยตัวเล็กกว่าเรา ทำไมตอนนี้เค้าก็สูงกันไปหมดแต่ทำไมเราตัวแค่นี้… ทำไมมีหน้าอก ทรวดทรงองค์เอวอะไรก็ไม่ใช่” ครอบครัวกล่าวโทษว่า อันไม่ดูแลร่างกาย ไม่ยอมไปออกกำลัง ทำไมไม่สูง หรือหาว่าอันดัดเสียง ทำให้เสียงไม่แตก อันพยายามอธิบายให้ครอบครัวเข้าใจว่าไม่ใช่ความผิดของอัน แต่ก็ไม่มีใครเชื่อ หาว่าอัน “ไม่สูงเหมือนเด็กผู้ชายคนอื่น ๆ เพราะว่าเราไม่ยอมทำ(ให้ตัวเองเป็นผู้ชาย)” เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย ตัวตนร่างกายที่ค่อนไปทางเพศหญิงทำให้กลุ่มเพื่อนกะเทยไม่ค่อยยอมรับ และตั้งคำถามกับตัวตนทางเพศของเธอว่า “เป็นผู้หญิงปลอมตัวมากหรือเปล่า” “ทำไมเหมือนผู้หญิงจังเลย” ความแตกต่างทางร่างกาย และบุคลิกลักษณะไม่ลงรอยกับความเป็นกะเทยที่สังคมเข้าใจ ก็ทำให้อันรู้สึกแปลกแยกจากความเป็นเพศหญิง รวมถึงความเป็นกะเทยหรือสาวประเภทสองในขณะเดียวกัน การเหมือนผู้หญิงเกินไปยังทำให้อันมีความเสี่ยงในแบบที่เพศหญิงคนอื่น ๆ มีโอกาสพบเจอ “การเหมือนผู้หญิงเกินไปของเรา บางทีมันก็เป็นภัย เพราะพอคนคิดว่าเราเป็นผู้หญิง ก็จะมีคนที่คิดว่าหาเศษหาเลยกับเราได้ … มันก็เลยมีคนมาหาเศษหาเลย… พยายามจะล่วงเกินร่างกายเรา โดยอาศัยจังหวะที่อันเมา แต่โชคดีที่มันก็โป๊ะเชะเครื่องเพศของเรา เขาก็เลยไม่ได้ทำอะไร แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ปลอดภัยเลย ที่เราเป็นแบบนี้ มันทำให้เรา feminine กว่าทรานส์ทั่ว ๆ ไป ก็เลยตัดสินใจคลุมผ้า” ประสบการณ์การถูกล่วงละเมิดทางเพศ ทำให้อันตัดสินใช้ผ้าคลุมแบบสตรีมุสลิม เพื่อหวังว่าจะได้ตัดปัญหาความเสี่ยงจากการความรุนแรงทางเพศ เรื่องราวต่าง ๆ และประสบการณ์ในชีวิตทำให้อันได้เสริมสร้างความเข็มแข็งให้ตัวเอง และผันตัวเองว่าเป็นนักกิจกรรมทางการเมือง และขับเคลื่อนเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ เธอกล่าวว่าเธอยังต้องต่อสู้รอบทิศอยู่ทุกวัน ทั้งกับระบบโครงสร้างชายเป็นใหญ่ในสังคมที่กีดกันและจำกัดสิทธิของคนข้ามเพศ และกับแนวคิดทางศาสนาสุดโต่งที่แข็งกร้าวที่จ้องจะลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนที่แตกต่าง


Figure 4 อัน ในวันที่สดใส เปี่ยมไปด้วยพลังและความมุ่งมั่น
“เพศ” ไม่มีในโลกธรรมชาติ
ภาวะอินเตอร์เซ็กซ์หรือภาวะที่มีระบบสืบพันธ์ โครโมโซม อวัยวะร่างกายที่ไม่ชัดเจนและไม่ระบุได้ว่าเป็นชายหรือหญิงได้อย่างชัดเจน สามาถพบได้โดยประมาณ 1 คนต่อเด็กเกิดใหม่ 4,500 คน ซึ่งอาจจะเป็นลักษณะที่ดูได้จากภายนอกหรืออาจจะมองไม่เห็นจากภายนอกก็ได้ (Ahmed, 2004) ภาวะความเป็นอินเตอร์เซ็กซ์อาจจะเกิดในระบบสืบพันธุ์ ในอวัยวะภายในหรือภายนอก หรือเกิดขึ้นในระดับโครโมโซมก็เป็นได้ เช่น มีบุคคลที่เกิดมาแล้วมีโครโมโซมมากกว่า 46 คู่ หรือมีโครโมโซม X หรือ Y เกินมานอกเหนือจากนั้นอีก (46,XY , 47,XXX , 47,XXY 47,XYY , 48,XXXY , 48,XXYY , 49,XXXXY , 49,XXXYY) ซึ่งนำไปสู่คำถามที่ว่าจะจำแนกบุคคลเหล่านี้ตามกรอบคิดแบบเพศทวิลักษณ์ได้อย่างไร

Figure 5 ภาพโครโมโซม 47 XXY
ที่มาจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Klinefelter_syndrome
ภาวะอินเตอร์เซ็กซ์ยังมีอยู่ในธรรมชาติในสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ เช่น ชาร์ล ดาร์วิน พบว่า เพรียงเหล่านี้มีความเป็นทั้งสองเพศ เพราะเพรียงหนึ่งตัวจะมีทั้งอวัยวะเพศหญิงและเพศชายในตัวเดียวกัน และมากไปกว่านั้น ในเพรียงบางตัวที่ดูจากภายนอกมีเพียงเพศเดียว แต่จริง ๆ แล้ว ยังมีเพรียงตัวผู้หลาย ๆ ตัวซ่อนอยู่ในเพรียงตัวเมียได้อีกด้วย เพรียงจึงไม่ใช่เป็นแค่สัตว์ที่มีภาวะอินเตอร์เซ็กซ์ แต่มีมันความหลากหลายของตัวตนหรือการดำรงอยู่ (entity) อยู่ในตัวของมันเอง

Figure 6 อวัยวะภายในของเพรียง
ที่มา: https://courses.washington.edu/mareco07/students/nina/barnacleshome.html
สิ่งมีชีวิตอย่างเห็ดราก็สามารถมีเพศที่ใช้สืบพันธุ์ที่แตกต่างกันได้มากกว่าสองหมื่นรูปแบบ หรือสัตว์บางสายพันธุ์เปลี่ยนเพศได้ โดยขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมที่อาศัยอยู่ หรือบริบทของฤดูกาลผสมพันธุ์ หรือช่วงอายุที่เติบโต (Wilson 2002 อ้างใน Hird 2006) ความหลากหลายทางกายภาพชีวภาพของธรรมชาติจริง ๆ แล้ว ไม่ได้หยุดนิ่งหรือเฉื่อยชาแต่มีพลวัตและก่อให้เกิดการตั้งคำถามต่อการให้ความหมายและการกำหนดนิยาม “ความเป็นธรรมชาติ” ของเพศของมนุษย์ว่าจริงหรือที่มีแค่สองเพศที่แตกต่างกันจริงหรือ จะเปลี่ยนแปลงลื่นไหลอย่างมีพลวัตไม่ได้หรือ แล้วถ้ามีเพศมากกว่าสองเหตุใดบรรทัดฐานทางสังคมยังยึดติดกับการแบ่งแบกแค่สองประเภทอยู่
ต่างคน ต่างเพศ ต่างประสบการณ์ ต่างคือความหลากหลาย
“Sex is real” หรือเพศทางสรีระร่างกายเท่านั้นที่เป็นของจริง ประโยตนี้เป็นคำพูดของ J.K. Rolling และถูกตีความว่าเพศควรยึดติดกับสรีระร่างกายเท่านั้น หากเราพิจารณาประสบการณ์ของบุคคลที่เป็นอินเตอร์เซ็กซ์ จะเห็นได้ว่ามิติเพศทางกายภาพและสรีระมีพลวัตอย่างมากต่อประสบการณ์และวิถีชีวิตที่ดำเนินไป ดังนั้นประโยคที่ว่า “Sex is real” ในแง่นี้ ควรถูกเข้าใจใหม่ว่า คุณลักษณะทางเพศกายภาพ ชีวภาพของมนุษย์แต่ละบุคคลนั้นก็แตกต่างกันอย่างแท้จริง (ไม่มีใครมีจิ๋มหน้าตาเหมือนกันเป๊ะๆ หรือจู๋แต่ละคนก็ไม่เท่ากัน) ซึ่งเป็นที่มาของชุดประสบการณ์ทางร่างกาย และสังคมที่แตกต่างกัน จึงไม่อาจเหมารวมได้ว่าคนที่เป็นผู้หญิงจะมีประสบการณ์การเป็นหญิงเหมือนกันหมด คนที่เป็นชายจะมีประสบการณ์เหมือนกันหมด ประสบการณ์ของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าแม้แต่มิติชีววิทยากายภาพทางร่างกายก็ยังไม่ได้มีแค่เพศชาย เพศหญิง การตีกรอบความเป็นหญิงเป็นชายเพียงแต่จากการมีโครโมโซม XX หรือ XY เท่านั้นหรือมีอวัยวะแบบใดแบบหนึ่งไม่เพียงพอที่จะโอบรับความจริงที่ว่าเพศมีมากกว่าสอง และมีมากมายหลายหลาย อีกทั้ง ประสบการณ์ว่าด้วยเพศ ตัวตนทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศก็มีพลวัตก็เช่นเดียวกัน จึงไม่อาจจะจับลงกล่องได้เพียงแค่ทางเลือกใดทางเลือกหนึ่งเสมอไป ความแตกต่างหลากหลายทางเพศที่มีอยู่ในสรรพสิ่งตามธรรมชาตินั้น เต็มไปด้วยการผสมปนเป การก้าวข้าม การเปลี่ยนผ่าน ในแง่นี้ความแตกต่างหลากหลายทางเพศจึงไม่ใช่ความผิดปกติหรือข้อผิดพลาด แต่มันเป็นธรรมชาติด้วยตัวของมันเอง และมนุษย์เราทุกคนไม่ว่าเพศใดก็เป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายนี้เช่นกัน
ดังนั้นแล้ว คำถามที่ว่า ใครจะเป็นนาย นาง นางสาว อาจจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวของสิ่งที่เราทุกคนต้องตั้งคำถามทำความเข้าใจ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และหาข้อตกลงร่วมกัน
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยย่อย : การเมืองเรื่องอัตลักษณ์และกระบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมของกลุ่ม Non-binary ในประเทศไทย ภายใต้โครงการวิจัย อัตภาวะ ความเป็นอื่น และการสร้างเสริมอำนาจ (Subjectivity, Alterity, and Empowerment) ได้รับการสนับสนุนโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
บทความโดย: ชีรา ทองกระจาย
เอกสารอ้างอิง
Ahmed, S. F. (2004). Intersex and gender assignment; the third way? Archives of Disease in Childhood, 89(9), 847–850. https://doi.org/10.1136/adc.2003.035899
Barranquero Gómez, M., & Zermiani, M. (2025, March 13). Swyer’s syndrome: causes, symptoms and possibility of pregnancy. inviTRA. https://www.invitra.com/en/swyer-syndrome/
Hird, M. J. (2006). Animal Transex. Australian Feminist Studies, 21(49), 35–50. https://doi.org/10.1080/08164640500470636
